สิ่งแวดล้อม อาชีวอนามัย และความปลอดภัย
ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม
ไทยยูเนี่ยนเป็นหนึ่งในผู้ผลิตอาหารทะเลชั้นนำของโลกที่ยึดมั่นในความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมในการดำเนินงานทั่วโลก เราตระหนักว่าการดูแลปกป้องพนักงาน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม เป็นรากฐานสำคัญของความสำเร็จทางธุรกิจในระยะยาวของเรา
ในปี 2023 เราได้เปิดตัวกลยุทธ์ความยั่งยืนฉบับใหม่ SeaChange® 2030 ที่ต่อยอดจากโครงการ SeaChange® เดิมที่ริเริ่มในปี 2016 กลยุทธ์ที่ได้รับการปรับปรุงนี้ตั้งอยู่บนพันธสัญญาหลักสามประการ ได้แก่:
- มุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
- การผลิตที่เป็นเลิศ
- การทำงานที่ปลอดภัย มีศักดิ์ศรี และเสมอภาค

เสาหลักทั้งหมดนี้เป็นแนวทางในการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบขององค์กร โดยนำข้อพิจารณาด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม (SHE) มาผนวกเข้ากับการดำเนินงานในแต่ละวัน กระบวนการตัดสินใจ และแนวปฏิบัติด้านการบริหารความเสี่ยง
ในฐานะส่วนหนึ่งของแนวทางธรรมาภิบาล ไทยยูเนี่ยนได้จัดตั้งและดำเนินนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและอาชีวอนามัยที่เข้มแข็ง นโยบายเหล่านี้ได้รับการสื่อสารอย่างทั่วถึงทั้งภายในองค์กรและต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายความยั่งยืนขององค์กรในทุกระดับ นโยบายนี้ยังครอบคลุมถึงผลกระทบในการดำเนินงานที่สำคัญต่อพนักงาน ระบบนิเวศ และชุมชนโดยรอบ โดยมีการทบทวนนโยบายภายในองค์กรและได้รับตรวจสอบจากภายนอกอย่างสม่ำเสมอ
เราจัดฝึกอบรม SHE ภาคบังคับให้กับพนักงานทุกคน และส่งเสริมให้พนักงานมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเป้าหมายด้านความยั่งยืน ซึ่งช่วยสร้างวัฒนธรรมแห่งความรับผิดชอบร่วมกันและการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งยกระดับการปฏิบัติตามกรอบมาตรฐานสากลและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ไทยยูเนี่ยนยังคงเสริมสร้างระบบการจัดการความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง ผ่านการตรวจสอบ ประเมินความเสี่ยง การติดตามผลการปฏิบัติงาน และการรายงานผลอย่างโปร่งใส วิธีการแบบบูรณาการนี้ทำให้มั่นใจได้ว่าการปกป้องสิ่งแวดล้อม อาชีวอนามัย และความปลอดภัย นั้นมีการติดตามผลผ่านตัวชี้วัดผลการดำเนินงานที่ชัดเจน (KPIs) ซึ่งส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเราต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN SDGs) และสอดคล้องกับกรอบการดำเนินงานของ DJSI
คลิกที่นี่เพื่ออ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมของไทยยูเนี่ยน
นโยบายด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม (SHE)

บริษัทไทยยูเนี่ยนมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ โดยให้ความสำคัญกับการปกป้องสุขภาพและความปลอดภัยของบุคลากร การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการสนับสนุนความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชน นโยบายด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม (SHE) ของเรา เป็นกรอบแนวทางในการบูรณาการความสำคัญเหล่านี้ให้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานในทุกระดับ
นโยบายนี้ถูกนำมาใช้กับทุกบริษัทในกลุ่มไทยยูเนี่ยน รวมถึงบริษัทย่อย และมีผลบังคับใช้กับพนักงาน ผู้รับเหมา และบุคลากรที่อยู่ภายใต้การดูแลทุกคน ด้วยความเป็นผู้นำที่เข้มแข็ง ความรับผิดชอบ และวัฒนธรรมแห่งการร่วมมือ เรามุ่งมั่นสร้างอุตสาหกรรมอาหารทะเลที่มีความยั่งยืน ปลอดภัย และสอดคล้องกับมาตรฐานทั้งในประเทศและระดับสากล
คลิกที่นี่เพื่ออ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนโยบาย SHE ของไทยยูเนี่ยน
กรอบการบริหารจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม (SHE)
ฝ่ายความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม (SHE) ของไทยยูเนี่ยน ให้ความสำคัญกับการกำหนดและรักษามาตรการที่เข้มงวด เพื่อให้มั่นใจว่าพนักงาน ผู้รับเหมา และบุคลากรที่ปฏิบัติงานแทนบริษัททุกคน ได้รับทราบและปฏิบัติตามข้อกำหนด SHE เป้าหมายของเราคือการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด และสร้างสถานที่ทำงานที่ปลอดภัยและมีสุขภาพดีในทุกพื้นที่การปฏิบัติงาน
เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามกรอบการบริหาร SHE อย่างมีประสิทธิภาพ เราได้พัฒนาแนวปฏิบัติ SHE ที่ครอบคลุม ซึ่งให้แนวทางขั้นตอนปฏิบัติที่ชัดเจนในแต่ละไซต์งาน เพื่อช่วยรับมือกับความเสี่ยง อันตราย และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เฉพาะเจาะจง
ในโรงงานหลักของเรา ระบบการจัดการด้านสุขภาพ ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม ได้รับการตรวจสอบโดยหน่วยงานภายนอกตามมาตรฐานสากล เช่น ISO 45001, ISO 14001, MSC และ ASC การมุ่งส่งเสริมการรับรองมาตรฐานในไซต์งานสำคัญเหล่านี้ ก่อให้เกิดการบริหารความเสี่ยงที่เข้มงวด ขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และตอกย้ำความมุ่งมั่นของไทยยูเนี่ยนในการมุ่งสู่ความเป็นเลิศด้านการดำเนินงานและการพัฒนาอย่างยั่งยืน.

ดูข้อมูลเกี่ยวกับกรอบการบริหารจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อมได้ที่นี่
ความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน
ที่ไทยยูเนี่ยน เรามุ่งมั่นในการปกป้องบุคลากรและสิ่งแวดล้อม ด้วยแนวทางการจัดการความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม (SHE) ที่มีโครงสร้างชัดเจนและเน้นการดำเนินงานเชิงรุก ภายใต้ระบบความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม เรามีการประเมินและบริหารจัดการความเสี่ยงผ่านกรอบ RACE ซึ่งย่อมาจาก การรับรู้ (Recognizing) การประเมิน (Assessing) การควบคุม (Controlling) และการประเมิน (Evaluating) ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น โดยจะมีการจัดทำแผนปฏิบัติการในแต่ละไซต์งานและบูรณาการเข้ากับการปรับปรุงระบบความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง การดำเนินมาตรการเหล่านี้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ด้านความปลอดภัยในระยะยาว และเชื่อมโยงกับเป้าหมายด้านผลการปฏิบัติงานที่สามารถวัดผลได้ เช่น อัตราการบาดเจ็บที่ทำให้เกิดการหยุดงาน (LTIFR)
นอกจากนี้ เรายังมุ่งยกระดับกิจกรรมด้านสุขภาพและความปลอดภัยผ่านการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของบุคลากร และจะเดินหน้าสู่เป้าหมายของเรา ผ่านการทำสิ่งต่อไปนีั้
- ดำเนินการจัดโปรแกรมฝึกอบรมด้านความปลอดภัยอย่างเข้มขัน เพื่อยกระดับความตระหนักรู้และทักษะของพนักงาน
- ดำเนินการตรวจสอบและตรวจประเมินความปลอดภัยเป็นประจำ เพื่อระบุและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
- ส่งเสริมแนวทางเชิงรุกในการระบุอันตรายและประเมินความเสี่ยง เพื่อระบุถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในสถานที่ทำงาน
- ตรวจสอบระบบการดำเนินงานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อมอย่างสม่ำเสมอ ทั้งจากการประเมินภายในและภายนอก เพื่อประเมินความสอดคล้องและผลักดันให้เกิดการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
การดำเนินงานของเรา
เรามุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายลดการเกิดอุบัติเหตุและการบาดเจ็บเป็นศูนย์ โดยตั้งเป้าลดอัตราการบาดเจ็บที่ทำให้เกิดการหยุดงาน (LTIFR) ให้ต่ำกว่า 0.15 ภายในปี 2030 โดยใช้ปี 2021 เป็นปีฐาน และเราขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว
| % การลดอุบัติเหตุที่ทำให้เกิดการหยุดงาน | |
|---|---|
| เมื่อเทียบกับปีฐาน 2021 | 43.6% |
| เทียบระหว่างปี 2023-2024 | 4.35% |
"เราจะไม่ยอมสิ่งที่ต่ำกว่ามาตรฐาน พนักงานทุกคนมีอำนาจและความรับผิดชอบในการดูแลสุขภาพและความปลอดภัยของเพื่อนร่วมงานและผู้รับเหมา และฝ่ายบริหารมีหน้าที่รับผิดชอบในการสร้างความมั่นใจว่าพนักงานมีความรู้ ทักษะ และอุปกรณ์ที่จำเป็นในการปกป้องตนเองและผู้อื่น "
ธีรพงศ์ จันศิริ
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานกรรมการบริหาร
เส้นทางสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
การดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศ
ที่ไทยยูเนี่ยน เราภูมิใจที่เป็นบริษัทอาหารทะเลแห่งแรกที่ตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ซึ่งได้รับการรับรองโดย Science-Based Targets initiative (SBTi) ให้สอดคล้องกับเป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียส ตามข้อตกลงปารีส แนวทางของเราประกอบด้วยการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับซัพพลายเออร์ การเข้าร่วมพันธมิตรด้านสภาพภูมิอากาศ และการลงทุนในนวัตกรรมและการวิจัยและพัฒนา เพื่อขับเคลื่อนการลดคาร์บอนในห่วงโซ่มูลค่า เรายึดมั่นการดำเนินงานที่โปร่งใสผ่านการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ รวมทั้งรายงานความยั่งยืนและดัชนีด้านสภาพภูมิอากาศ
ภายในองค์กร เราส่งเสริมแนวคิดคาร์บอนต่ำผ่านการฝึกอบรมพนักงาน การสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน และการกำหนดแรงจูงใจที่เชื่อมโยงกับผลการดำเนินงาน โดยใช้กลไกการตั้งราคาคาร์บอนภายในองค์กร เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์อย่างเป็นธรรม ครอบคลุม และยั่งยืน
กลยุทธ์สนับสนุนเพื่อการลดคาร์บอน

เรากำลังพัฒนาระบบการติดตามในระดับกระบวนการและอุปกรณ์ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลและการปรับปรุงประสิทธิภาพ

มีระบบที่เป็นโครงสร้างในการรวบรวมและขยายผลโครงการลดคาร์บอนที่ปรับสบความสำเร็จในทุกไซต์งานให้เป็นมาตรฐานในระดับกลุ่มบริษัท

ผลการดำเนินงานด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถูกผนวกเข้าในแผนการเงินเพื่อจัดลำดับความสำคัญของโครงการที่ให้ผลประโยชน์ทั้งด้านต้อนทุนและผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ

เราจะยกเลิกการใช้ถ่านหินในการผลิตอย่างเต็มที่ภายในปีื 2030 และเปลี่ยนไปใช้แหล่งพลังงานที่สะอาดและปล่อยคาร์บอนต่ำ

เราฝึกอบรมพนักงานและแบ่งปันแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดเพื่อปลูกฝังแนวคิดการลดก๊าซเรือนกระจกภายในองค์กร ซึ่งรวมถึงความร่วมมือข้ามฝ่าย การรณรงค์สร้างความตระหนักภายใน และความพยายามในการลดผลกระทบเชิงลบี่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยผ่านด้านสภาพภูมิอากาศต่อบทบาท ทักษะแลการดำเนินงาน
ภายใต้กลยุทธ์ความยั่งยืนระดับโลก SeaChange® 2030 เรามุ่งมั่นที่จะ
- ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1 และ 2 ลง 42% ภายในปี 2030 โดยใช้ปี 2021 เป็นปีฐาน
- บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ทั่วทั้งห่วงโซ่มูลค่า ภายในปี 2050
เราขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว
| การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิ (mt Co2e) | |
|---|---|
| เมื่อเทียบกับปีฐาน 2021 | ลดได้แล้ว 21% |
| เทียบระหว่างปี 2023-2024 | ลดได้แล้ว 7% |
หมุดหมายเหล่านี้สะท้อนถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของเราในการสร้างอุตสาหกรรมอาหารทะเลที่ยั่งยืนและสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลง เพื่อคนรุ่นต่อไปในอนาคต
คลิกที่นี่เพื่อดูกลยุทธ์ Net Zero และการยุติการใช้ถ่านหินของไทยยูเนี่ยน
การจัดการพลังงานและพลังงานหมุนเวียน
แนวทางการลดคาร์บอนในด้านพลังงานของเราเน้นการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับซัพพลายเออร์ การเข้าร่วมพันธมิตรด้านพลังงานและสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการลงทุนเชิงกลยุทธ์ในเทคโนโลยีสะอาด นวัตกรรม และการวิจัยและพัฒนา โดยเน้นการผสานประสิทธิภาพพลังงานเข้ากับการออกแบบและการปรับปรุงเครื่องจักร ระบบ และการติดตั้งระบบพลังงานหมุนเวียนโดยตรงในสถานที่ของบริษัท เช่น หลังคาโซลาร์เซลล์ ประสิทธิภาพการใช้พลังงานจะถูกติดตามผ่านตัวชี้วัด (KPI) ภายในองค์กร และมีส่วนช่วยในการบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกในภาพรวม ปัจจุบัน กำลังมีการประเมินถึงการนำตัวชี้วัดเหล่านี้มาบูรณาการเข้ากับการประเมินผลการปฏิบัติงานและโปรแกรมจูงใจพนักงาน โดยมีการศึกษาการตั้งราคาคาร์บอนภายในองค์กรอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยสนับสนุนแนวทางดังกล่าว
แนวทางการปฏิบัติมีดังต่อไปนี้
- ประสิทธิภาพพลังงาน
ปรับปรุงเครื่องจักรและเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงาน เพื่อลดการใช้พลังงานต่อหน่วยผลผลิต - การติดตามแบบเรียลไทม์
ระบบดิจิทัลติดตามการใช้พลังงาน เพื่อช่วยให้ทีมงานตรวจพบและแก้ไขจุดที่ไม่มีประสิทธิภาพได้อย่างรวดเร็ว - การเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน
เพิ่มการใช้พลังงานจากแผงโซลาร์บนหลังคา จัดหาพลังงานไฟฟ้าสีเขียว และศึกษาความเป็นไปได้ในการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) - การตรวจสอบการใช้พลังงาน
ดำเนินการตรวจสอบการใช้พลังงานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสนับสนุนการปรับปรุงประสิทธิภาพด้านพลังงานอย่างต่อเนื่อง - การเสริมสร้างศักยภาพทีม
ฝึกอบรมทีมงานและแบ่งปันแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด เช่น แนวทางลดการใช้ไอน้ำสำหรับหม้อไอน้ำ เครื่องนึ่ง เตาอบแรงดัน ฯลฯ เพื่อปลูกฝังแนวคิดประหยัดพลังงานทั่วทั้งองค์กร
กิจกรรมเหล่านี้สนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซในปี 2030 การลดการใช้พลังงาน และความยั่งยืนในการดำเนินงานระยะยาว
ผลการดำเนินงานของเรา
เราตั้งเป้าลดความเข้มข้นของการใช้พลังงานลง 10% ภายในปี 2030 โดยใช้ปี 2021 เป็นปีฐาน และเราขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว
| การลดความเข้มข้นของการใช้พลังงาน (% GJ/TFG) | การใช้ถ่านหิน (% GJ) | การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ (% GJ) | |
|---|---|---|---|
| จากปีฐาน 2021 | 8% | 46% | 257% |
| เทียบระหว่างปี 2023-2024 | 13% | 37% | 23% |
ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโปรแกรมการจัดการพลังงานและการตรวจสอบการใช้พลังงานของไทยยูเนี่ยน ได้ที่นี่
การจัดการน้ำ
ไทยยูเนี่ยนตระหนักดีว่าน้ำเป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญและมีจำกัดมากขึ้นเรื่อยๆ และมีความจำเป็นต่อการดำเนินงานของเรารวมทั้งชุมชนที่เราเข้าไปดำเนินธุรกิจ เราจึงมุ่งเน้นการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ อันได้แก่ การลดการใช้น้ำ การเพิ่มการรีไซเคิลและการนำกลับมาใช้ซ้ำให้มากที่สุด และการบรรลุเป้าหมายไม่ปล่อยน้ำเสียออกจากพื้นที่สำนักงานและโรงงานหลักๆ การจัดการความเสี่ยงด้านน้ำเชิงรุกผ่านกลยุทธ์ที่ตรงจุดและนวัตกรรมที่ล้ำสมัย ทำให้เราสามารถเดินหน้าอย่างต่อเนื่องสู่กลยุทธ์ความยั่งยืน SeaChange® 2030 เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเป็นไปอย่างมีความรับผิดชอบและสอดคล้องกับแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในระดับโลก
มาตรการที่สำคัญในกลยุทธ์บริหารจัดการน้ำของเรา
- การประเมินการใช้น้ำเป็นประจำเพื่อทบทวนและวิเคราะห์รูปแบบการใช้น้ำในแต่ละไซต์งาน พร้อมทั้งระบุกิจกรรมที่มีการใช้น้ำมาก รวมทั้งโอกาสในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ
- การติดตามประสิทธิภาพการใช้น้ำ ผ่านการกำหนดเป้าหมายภายในเพื่อปรับลดการใช้น้ำต่อตันการผลิตและติดตามผลผ่่านระบบบริหารจัดการประสิทธิภาพแบบรวมศูนย์
- ระบบนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ เรากำลังเพิ่มการรีไซเคิลน้ำในสำนักงานและโรงงานในพื้นที่หลักๆ โดยตั้งเป้าหมายไม่ปล่อยน้ำเสียออกสู่ภายนอก (Zero Discharge) ภายในปี 2030
- การบำบัดและตรวจสอบน้ำเสีย พื้นที่สำนักงานและโรงงานหลักทั้งหมดติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสีย รวมทั้งมีการเก็บตัวอย่างน้ำเสียและตรวจสอบคุณภาพน้ำที่ปล่อยออกมาเป็นประจำ เพื่อให้มั่นใจว่าได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมและเพื่อปรับปรุงคุณภาพน้ำก่อนปล่อยออกสู่ภายนอก
- การเตรียมความพร้อมรับมือกับอุทุกภัย โรงงานแต่ละแห่งมีแผนฉุกเฉินเฉพาะเพื่อจัดการกับความเสี่ยงจากน้ำท่วมและผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ
- การสร้างความตระหนักและการฝึกอบรมพนักงาน เราจัดการฝึกอบรมภาคบังคับสำหรับพนักงานทุกคน รวมทั้งมีหลักสูตรเฉพาะด้านการอนุรักษ์น้ำ เพื่อให้พนักงานเข้าใจบทบาทของตนในการสนับสนุนเป้าหมายการลดการใช้น้ำในแต่ละไซต์งานและสามารถนำแนวทางการประหยัดน้ำไปปฏิบัติจริง
มาตรการเหล่านี้ถูกบรรจุไว้ในกรอบการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กร (Enterprise Risk Management: ERM) และมีการทบทวนอย่างสม่ำเสมอทั้งในระดับไซต์งานและระดับองค์กร แนวทางของเราครอบคลุมทั้งการดำเนินงานในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อให้เรามีความยืดหยุ่น คล่องตัว ต่อความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยสอดคล้องกับแนวทางของคณะทำงานด้านการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ (Task Force on Climate-related Financial Disclosures: TCFD) เราเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับน้ำ ซึ่งส่งผลต่อการดำเนินงานของเรา และตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นไป เราจะนำมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศ IFRS S2 ซึ่งจัดทำโดยคณะกรรมการมาตรฐานความยั่งยืนระหว่างประเทศ (International Sustainability Standards Board: ISSB) มาใช้ เพื่อให้รายงานความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศมีความโปร่งใสและความชัดเจนในการเปรียบเทียบข้อมูลมากยิ่งขึ้น
เป้าหมายและผลการดำเนินการของเรา
เรามุ่งลดการใช้น้ำประปาต่อตันการผลิตลง 10% โดยใช้ปี 2021 เป็นปีฐาน และเราขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว
| ลดการใช้น้ำต่อตันการผลิต (% GJ/TFG) | การปล่อยน้ำทิ้งจากโรงงานเป็นศูนย์ | |
|---|---|---|
| เทียบระหว่างปี 2023-2024 | ลดได้ 6% | สำเร็จแล้ว 1 จาก 5 โรงงาน |
นอกจากนี้ เกือบ 20% ของปริมาณการใช้น้ำทั้งหมดของเรานั้นมาจากการกักเก็บน้ำฝน การนำน้ำทะเลมาใช้ และแหล่งน้ำทางเลือกอื่นๆ
ศีกษาเกี่ยวกับโปรแกรมการจัดการน้ำและกรณีศึกษาการไม่ปล่อยน้ำเสียของไทยยูเนี่ยนได้ที่นี่
ศึกษาเกี่ยวกับการประเมินความเสี่ยงน้ำขาดแคลนของไทยยูเนี่ยนได้ที่นี่
การลดปริมาณขยะที่ส่งไปฝังกลบ

ที่ไทยยูเนี่ยน เรามุ่งมั่นลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วยแนวทางการจัดการขยะที่เข้มงวดและเป็นกลยุทธ์ โดยยึดหลักการจัดการของเสียที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล
เราให้ความสำคัญกับการป้องกันการสร้างขยะตั้งแต่ต้นทาง โดยดำเนินการตรวจสอบขยะเป็นประจำทั่วในทุกกระบวนการดำเนินงาน เพื่อระบุประเภทหลักๆ ของขยะและวิเคราะห์สาเหตุหลักของการเกิดขยะ ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำไปบูรณาการในการประเมินผลการดำเนินงานและการวางแผนปฏิบัติการ เพื่อจัดลำดับความสำคัญในการลดขยะในจุดที่สามารถสร้างผลกระทบได้มากที่สุด
เราส่งเสริมการนำวัสดุกลับมาใช้และรีไซเคิลในทุกกรณีีที่สามารถทำได้ พร้อมทั้งทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อค้นหาโอกาสในการสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนภายในกระบวนการดำนเนินงานของเรา
สำหรับขยะที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ เราใช้วิธีการนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ เช่น การแปรรูปขยะเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงาน เพื่อให้เกิดมูลค่าสูงสุดก่อนนำไปกำจัดในขั้นตอนสุดท้าย
เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เรามีการปฏิบัติดังนี้
- กำหนดเป้าหมายเชิงปริมาณในการลดขยะ รวมถึงการลดปริมาณขยะที่ส่งไปฝังกลบ
- ติดตามตัวชี้วัดความเข้มข้นของขยะ
- บูรณาการผลการตรวจสอบเข้ากับตัวชี้วัดประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อม (KPIs)
- แลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดระหว่างไซต์งานต่างๆ
เรายังจัดฝึกอบรมพนักงานเป็นประจำเพื่อเสริมสร้างความตระหนักรู้และพัฒนาศักยภาพในการจัดการขยะ โดยมีเป้าหมายในการลดการสร้างขยะ
การส่งเสริมแนวทางการลดขยะให้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการดำเนินงานและความคาดหวังต่อซัพพลายเออร์นั้น ช่วยให้เราเข้าใกล้เป้าหมายการลดการฝังกลบขยะเป็นศูนย์ภายในปี 2030 ภายใต้กลยุทธ์ SeaChange® ของเรา
ผลการดำเนินการของพวกเรา
เราตั้งเป้าลดขยะฝังกลบต่อตันการผลิตลง 10% ภายในปี 2030 โดยใช้ปี 2021 เป็นปีฐาน โดยมีผลการดำเนินงาน ดังนี้
| การลดขยะฝังกลบต่อตันการผลิต (% MT/TFG) | จำนวนโรงงานที่ไม่ส่งขยะไปฝังกลบ (จาก 5 แห่ง) | |
|---|---|---|
| จากปีฐาน 2021 | ลดได้ 2% | - |
| เทียบระหว่างปี 2023-2024 | ลดได้ 16% | สำเร็จแล้ว 2 โรงงานจาก 5 โรงงาน |
การลดการสูญเสียอาหาร
ไทยยูเนี่ยนตั้งเป้าลดการสูญเสียอาหาร (Food Loss) ในทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิต และกำจัดขยะอาหารที่ส่งไปฝังกลบ โดยเรามุ่งเน้นการใช้วัตถุดิบที่สามารถบริโภคได้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะวัตถุดิบอาหารทะเล ควบคู่ไปกับการลดการสูญเสียในกระบวนการจัดการ แปรรูป และเก็บรักษา
เพื่อลดการฝังกลบขยะจากการสูญเสียอาหารให้เป็นศูนย์ภายในปี 2030 ตามกลยุทธ์ SeaChange® 2030 เราใช้กระบวนการติดตามการสูญเสียอาหารอย่างเป็นระบบ เพื่อวัดและติดตามการสูญเสียอาหารตามปลายทาง พร้อมทั้งลงทุนในนวัตกรรมและการวิจัยและพัฒนา เราร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สำคัญ เพื่อขยายผลโครงการขยะอาหารเป็นศูนย์ (Zero Food Waste) และนำวัตถุดิบที่สามารถบริโภคได้มาแปรรูปให้เกิดประโยชน์ในหลากหลายรูปแบบ ดังต่อไปนี้
- นำกลับมาใช้สำหรับการบริโภคของมนุษย์
- นำมาแปรรูปใหม่เพื่อเป็นอาหารสัตว์ เช่น อาหารที่ใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
- นำมาเปลี่ยนเป็นพลังงาน เช่น ก๊าซชีวภาพ หรือปุ๋ย
- นำมาผลิตใหม่เป็นอาหารสัตว์เลี้ยง
ผลการดำเนินงานของพวกเรา
เราตั้งเป้าหมายลดการฝังกลบขยะจากการสูญเสียอาหารให้เป็นศูนย์ภายในปี 2030 โดยใช้ปี 2021 เป็นปีฐาน และเราขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว
| % การฝังกลบที่ลดลง | |
|---|---|
| สถานะการลดการสูญเสียอาหารเป็นศูนย์ | 99.3 % |
ความสำเร็จในการลดการฝังกลบขยะที่เกิดจากการสูญเสียอาหารให้เป็นศูนย์ ไม่ได้เกิดจากโรงงานหลัก 5 แห่งของเราเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นและความสำเร็จในภาพรวมของกลุ่มบริษัทไทยยูเนี่ยนทั้งหมด

การลดการเผาขยะจากการสูญเสียอาหารเป็นศูนย์
ในปี 2024 ไทยยูเนี่ยนบรรลุเป้าหมายการลดการเผาขยะจากการสูญเสียอาหารโดยไม่มีการนำพลังงานกลับมาใช้ได้อย่างสมบูรณ์ ถือเป็นก้าวสำคัญในเส้นทางการจัดการขยะของเรา ความสำเร็จนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราในการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนและยั่งยืน ผ่านการยกเลิกวิธีกำจัดขยะที่ให้มูลค่าต่ำ และมุ่งเน้นการนำขยะกลับมาใช้ประโยชน์เพื่อสร้างคุณค่ากลับคืนสู่ระบบ
เราได้ปรับเปลี่ยนเส้นทางการจัดการขยะจากการสูญเสียอาหาร ไปสู่ทางเลือกที่สร้างมูลค่าสูงกว่า แทนการเผาทำลายโดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ด้านพลังงาน เช่น การผลิตอาหารสัตว์ การทำปุ๋ยหมัก การผลิตพลังงานชีวภาพ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วม ความพยายามเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ของเรา เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากชิ้นส่วนของปลาทูน่าได้มากกว่า 99% สนับสนุนแนวคิด Dry Concept Strategy ที่มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และลดการเกิดของเสียตั้งแต่ต้นทาง
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดการการสูญเสียอาหารได้ที่นี่
ดูขั้นตอนการลดการสูญเสียอาหารและขยะได้ที่นี่
เว็บไซต์นี้มีการจัดเก็บคุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานของท่าน และการมอบบริการที่ดีที่สุดจากเรา กรุณากดยอมรับท่านสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งานคุกกี้ของเราได้ที่ คำประกาศเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลศูนย์การตั้งค่าความเป็นส่วนตัว
คุกกี้ที่จำเป็น
(Strictly Necessary Cookies)