ความเป็นมาของไทยยูเนี่ยน
การก่อตั้ง
การขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ
การลงทุนด้านนวัตกรรมและความยั่งยืน

2558
ไทยยูเนี่ยนเปิดศูนย์นวัตกรรม GIC เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนานวัตกรรม ผ่านผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย

2559
ไทยยูเนี่ยนยกระดับการดำเนินงานด้านความยั่งยืนด้วยกลยุทธ์ SeaChange® 2030 โดยต่อยอดจากรากฐานที่วางไว้ในปี 2559 เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในอุตสาหกรรมอาหารทะเล ท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ บริษัทได้ประกาศพันธกิจด้านความยั่งยืนที่ครอบคลุมการดำเนินงานตลอดห่วงโซ่คุณค่า ภายใต้จุดมุ่งหมายในการสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับอุตสาหกรรม ผ่านแนวทางการทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้คนและโลก
2562
ไทยยูเนี่ยน ร่วมกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติและมหาวิทยาลัยมหิดล ก่อตั้ง SPACE-F โครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีอาหารแห่งแรกของไทย เพื่อมุ่งเน้นการให้คำปรึกษา สร้างเครือข่ายธุรกิจ และเปิดพื้นที่แห่งโอกาสให้สตาร์ทอัพได้สร้างสรรค์นวัตกรรมร่วมกับพันธมิตรชั้นนำ




2563-2565
การขยายธุรกิจ
เชิงกลยุทธ์
ของไทยยูเนี่ยน
ในระหว่างปี 2563–2565 ไทยยูเนี่ยนได้ขยายพอร์ตโฟลิโออย่างต่อเนื่องผ่านการตั้งบริษัทร่วมทุนและการลงทุนเชิงกลยุทธ์
2563
ไทยยูเนี่ยนประกาศพันธกิจการจัดหาทูน่าอย่างยั่งยืน เพื่อยกระดับความโปร่งใสและการกำกับดูแลตลอดห่วงโซ่อุปทานปลาทูน่าทั่วโลก ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการจัดหาวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบ ตลอดจนส่งเสริมความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศทางทะเลและสวัสดิภาพแรงงานอย่างยั่งยืน


2563
บริษัทร่วมมือกับกลุ่มไทยเบฟเวอเรจในการจัดตั้งบริษัท ฟู้ด แอนด์ เบฟเวอเรจ ยูไนเต็ด จำกัด เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม รวมถึง Zea Tuna Essence ซึ่งเป็นเครื่องดื่มจากสารสกัดปลาทูน่า เพื่อส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีในทุกวัน
2564
ไทยยูเนี่ยนร่วมกับ The Nature Conservancy (TNC) เดินหน้ายกระดับความโปร่งใสและการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่คุณค่าอาหารทะเล สนับสนุนการจัดหาวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบและการตรวจสอบย้อนกลับ
2564
ไทยยูเนี่ยนก่อตั้งบริษัท ไทยยูเนี่ยน ไลฟ์ไซเอนซ์ และบริษัท ไทยยูเนี่ยน อัลเทอร์เนทีฟโปรตีน เพื่อตอบสนองความต้องการผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความยั่งยืนที่เพิ่มขึ้น โดยได้เปิดตัวแบรนด์อาหารเสริม ZEAVITA และพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารทะเลจากพืชทั้งในรูปแบบผลิตภัณฑ์รับจ้างผลิตภายใต้แบรนด์ของลูกค้า และแบรนด์ OMG Meat

2565
ไทยยูเนี่ยนเดินหน้าต่อยอดการเติบโตผ่านการขยายธุรกิจเชิงกลยุทธ์ครั้งสำคัญทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยได้จัดตั้งความร่วมมือเพื่อก่อสร้างคลังสินค้าห้องเย็นที่ทันสมัยภายใต้ชื่อ บริษัท แปซิฟิคห้องเย็น จำกัด บริษัทยังได้ขยายการดำเนินงานสู่ตลาดอินเดีย ผ่านการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับ บริษัท อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย จำกัด (มหาชน) และอะแวนติ กรุ๊ป เพื่อมุ่งเน้นธุรกิจจัดหาวัตถุดิบส่วนประกอบอาหาร พร้อมทั้งเข้าถือหุ้น 50% ในอีเจียร์ ซีฟู้ด ผู้ผลิตน้ำมันตับปลาค็อดชั้นนำจากประเทศไอซ์แลนด์
2566
ภายหลังการเปิดตัวกลยุทธ์ SeaChange® 2030 ไทยยูเนี่ยนเดินหน้ายกระดับการดำเนินงานด้านความยั่งยืนแบบบูรณาการเพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อผู้คนและโลก ผ่าน 11 พันธกิจหลัก ครอบคลุมประเด็นต่างๆ นับตั้งแต่สวัสดิภาพแรงงาน สุขภาพและโภชนาการ ไปจนถึงการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และเศรษฐกิจหมุนเวียน


2567
ไทยยูเนี่ยนเปิดศูนย์นวัตกรรม Innovation Hub ที่เมือง Wageningen ประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์สำหรับแบรนด์อาหารทะเลแปรรูปของกลุ่มบริษัท
2567
ไทยยูเนี่ยนเปิดตัวโครงการกุ้งคาร์บอนต่ำในประเทศไทย เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่อุปทานกุ้ง
2567
ไทยยูเนี่ยนเปิดโรงงานแห่งใหม่ที่ทันสมัย เพื่อเสริมขีดความสามารถการผลิตอาหารพร้อมทาน ภายใต้กลุ่มธุรกิจอาหารแช่แข็ง โดยโรงงานแห่งนี้ช่วยยกระดับศักยภาพในการพัฒนาเมนูอาหารแช่แข็งสไตล์เอเชียและการคิดค้นสูตรอาหารร่วมกับลูกค้า พร้อมส่งมอบคุณภาพที่สม่ำเสมอในระดับสากล
2567
แบรนด์ John West ของไทยยูเนี่ยนเปิดตัว ECOTWIST บรรจุภัณฑ์ดีไซน์ใหม่สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ปลาทูน่ากระป๋องที่ออกแบบมาเพื่อลดการใช้วัสดุบรรจุภัณฑ์และเพิ่มความสามารถในการรีไซเคิล

2568
ไทยยูเนี่ยนเปิดตัว ThalaCol™ คอลลาเจนเปปไทด์รุ่นใหม่ที่ผลิตจากหนังปลาทูน่าที่จัดหาอย่างรับผิดชอบ สนับสนุนกลยุทธ์ความยั่งยืน SeaChange® 2030 ด้วยการเพิ่มการใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบ ลดอาหารเหลือทิ้ง และต่อยอดผลิตภัณฑ์พลอยได้ให้เป็นส่วนประกอบอาหารมูลค่าสูงสำหรับผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพและความงาม

2569
บริษัทย่อยด้านงานพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ของกลุ่มไทยยูเนี่ยน จับมือกับ บริษัท สตาร์เฟล็กซ์ จำกัด (มหาชน) จัดตั้งบริษัทร่วมทุน สตาร์ ยูเนี่ยน แพ็คเกจจิ้ง เพื่อขยายขีดความสามารถด้านการผลิตบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อนที่มีสมรรถนะสูง และสนับสนุนการขับเคลื่อนบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืนภายใต้กลยุทธ์ความยั่งยืน SeaChange® 2030 ซึ่งตั้งเป้าให้บรรจุภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ของบริษัท 100% สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ รีไซเคิล หรือย่อยสลายได้