2026.05.25

TFM กางวิสัยทัศน์ปี 69 ปั้นไทยฐานผลิตกุ้งพรีเมียม รุกตลาดต่างประเทศ ตั้งเป้ารายได้ 1 หมื่นล้านบาท ภายในปี 2573

ธุรกิจและการเงิน

Share:

บมจ.ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ (TFM) เปิดวิสัยทัศน์ปี 2569 “TFM Accelerates Growth: From Market Recovery to Global Expansion” เดินหน้ารุกธุรกิจอาหารสัตว์น้ำระดับโลก รับอุตสาหกรรมกุ้งเปลี่ยนผ่านสู่ยุค “Efficiency – Low Carbon – Premium Market” ชูไทยฐานหลักสร้างมูลค่าเพิ่ม ตั้งเป้าก้าวขึ้นสู่ผู้เล่น 3 อันดับแรกของตลาดอาหารสัตว์น้ำอินโดนีเซีย พร้อมลงทุนในเอกวาดอร์ หนึ่งในศูนย์กลางอุตสาหกรรมกุ้งโลก เพื่อรองรับโอกาสการเติบโตในตลาดต่างประเทศระยะยาว พร้อมปักธงรายได้ 10,000 ล้านบาทภายในปี 2573 ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดอาหารกุ้งไทย และโรงงานผลิตอาหารสัตว์น้ำแห่งแรกในเอเชียที่ได้รับ ASC Feed Certification รองรับตลาดพรีเมียมสหรัฐฯยุโรป

IMG_5980

นายพีระศักดิ์ บุญมีโชติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM
กล่าวว่า อุตสาหกรรมกุ้งไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญของการแข่งขันโลก จากเดิมที่แข่งขันด้านราคา สู่การแข่งขันด้านประสิทธิภาพ คุณภาพ และความยั่งยืน ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบ กติกาการค้าใหม่ด้านสิ่งแวดล้อม และ
ความคาดหวังเรื่องคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่เข้มงวดขึ้น ขณะเดียวกัน ตลาดอาหารทะเลพรีเมียมทั่วโลก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและยุโรป เปิดโอกาสใหม่ให้ผู้ผลิตและส่งออกกุ้งที่มีมาตรฐานด้านความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำ การจัดหาวัตถุดิบที่มีระบบการเพาะเลี้ยงที่ยั่งยืน กระบวนการผลิต การตรวจสอบย้อนกลับ ไปจนถึงปลายน้ำผ่านการส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพจนถึงมือผู้บริโภค 

จากปัจจัยดังกล่าว สะท้อนความจำเป็นที่อุตสาหกรรมกุ้งไทยต้องเร่งปรับตัวจากการแข่งขันด้านราคา ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยง การลดต้นทุนต่อหน่วย และการพัฒนาระบบการผลิตที่ตอบโจทย์ตลาดโลก
ยุคใหม่ หลังอุตสาหกรรมยังเผชิญแรงกดดันจากประเทศผู้ผลิตต้นทุนต่ำ ส่งผลให้ปริมาณส่งออกกุ้งไทยลดลงจากกว่า 211,000 ตัน ในปี 2559 เหลือประมาณ 129,000 ตัน ในปี 2568 ขณะที่มูลค่าการส่งออกลดลงจาก 69,514 ล้านบาท เหลือประมาณ 40,889 ล้านบาท

IMG_5978

“Game Plan ระยะยาวของ TFM คือ การเติบโตไปพร้อมกับเกษตรกรผ่านการวิจัยและพัฒนา การคัดเลือกวัตถุดิบ

คุณภาพสูง มาต่อยอดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมถึงการสนับสนุนเกษตรกรในด้านองค์ความรู้ โอกาสทางการตลาด และแนวทาง ‘Lower Carbon Aquaculture’ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยง ลดต้นทุน และยกระดับอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทยสู่ตลาดพรีเมียมโลก”

ปัจจุบัน ตลาดอาหารกุ้งของประเทศไทยมีขนาดประมาณ 400,000 ตันต่อปี โดย TFM มีส่วนแบ่งตลาดอาหารกุ้งประมาณ 25% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความแข็งแกร่งด้านคุณภาพผลิตภัณฑ์ การพัฒนาสูตรอาหาร และการทำงานร่วมกับเกษตรกรอย่างใกล้ชิด ขณะที่ธุรกิจอาหารปลา ซึ่งรวมถึงอาหารปลากะพง อาหารปลานิล และอาหารกบ ยังคงเป็นอีกหนึ่งธุรกิจหลัก คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30% ของรายได้รวม โดยบริษัทยังคงเป็นผู้นำตลาดอาหารปลากะพงและอาหารกบของประเทศไทย

สำหรับภาพรวมตลาดโลก อุตสาหกรรมกุ้งยังมีศักยภาพเติบโตสูง จากความต้องการบริโภคกุ้งที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยในปี 2568 ประเทศผู้ผลิตและส่งออกกุ้งชั้นนำ ได้แก่ เอกวาดอร์ อินเดีย เวียดนาม อินโดนีเซีย และไทย มีปริมาณผลผลิตกุ้งส่งออกรวมประมาณ 3 ล้านตันต่อปี และมีมูลค่าการส่งออกรวมกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (อ้างอิงข้อมูลจากหน่วยงานด้านการค้าระหว่างประเทศและอุตสาหกรรมประมงของแต่ละประเทศ) สะท้อนโอกาสสำคัญของตลาดอาหารสัตว์น้ำ และเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ TFM เดินหน้าขยายการลงทุนสู่ตลาดโลก ภายใต้กลยุทธ์ “Win in Thailand – Expand in Indonesia – Next Wave of Growth” โดยมุ่งรักษาความแข็งแกร่งในประเทศไทย ขยายตลาดในประเทศอินโดนีเซีย และต่อยอดการเติบโตสู่ตลาดใหม่ระดับโลก

บริษัทได้ประกาศแผนลงทุนขยายธุรกิจสู่ประเทศเอกวาดอร์ ภายใต้วงเงินลงทุนรวมไม่เกิน 55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับก่อสร้างโรงงานและติดตั้งเครื่องจักร คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2571 คาดช่วยเพิ่มกำลังการผลิตได้อีกประมาณ 80% รองรับการเติบโตของตลาดอาหารสัตว์น้ำโลกในระยะยาว ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการจัดตั้งบริษัทย่อยร่วมกับพันธมิตรในประเทศเอกวาดอร์

ด้านผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 TFM มีรายได้จากการขาย 1,325 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 148 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.9% แม้เผชิญแรงกดดันจากต้นทุนปลาป่นที่ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 31%
โดยบริษัทยังคงสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ที่ 20.0% และอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 11.1% สะท้อนความสามารถในการบริหารต้นทุนและการปรับ Product Mix สู่สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง โดยธุรกิจอาหารกุ้งยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักของบริษัท คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 66.4% และมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงถึง 21.9% สำหรับโครงสร้างรายได้ตามภูมิภาค รายได้หลักยังมาจากประเทศไทยคิดเป็นสัดส่วน 90.4% ของรายได้รวม และเติบโต 13.9% จากปีก่อน สะท้อนการฟื้นตัวของตลาดอาหารกุ้งและการขยายส่วนแบ่งตลาดในประเทศ ขณะที่รายได้จากอินโดนีเซียคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 7.8% ส่วนที่เหลือมาจากศรีลังกาและตลาดอื่น ๆ

สำหรับเป้าหมายปี 2569 บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโต 8–10% จากปีก่อนที่มีรายได้รวม 6,035 ล้านบาท พร้อมรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ที่ระดับ 18–20% และวางงบลงทุนปีนี้ประมาณ 680 ล้านบาท เพื่อรองรับการลงทุนโรงงานใหม่ในประเทศเอกวาดอร์ รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในธุรกิจหลัก

“TFM เชื่อว่าการเติบโตของธุรกิจต้องเติบโตไปพร้อมกับเกษตรกร คู่ค้า และอุตสาหกรรมโดยรวม เราต้องการผลักดันอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนในตลาดโลก พร้อมกับการผลักดันรายได้แตะระดับ 10,000 ล้านบาท ภายในปี 2573 ตามที่วางไว้” นายพีระศักดิ์ กล่าวปิดท้าย

นอกจากนี้ TFM ยังมีจุดแข็งด้านการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ภายใต้กลยุทธ์ SeaChange® 2030 จากการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มไทยยูเนี่ยน ช่วยสร้าง Synergy ตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การผลิต ไปจนถึงการจำหน่ายสินค้า ช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านวัตถุดิบและประสิทธิภาพการบริหารต้นทุน ท่ามกลางภาวะราคาปลาป่นโลกที่ยังผันผวน รวมทั้ง
บริษัทตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 50% ภายในปี 2573 พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต ลดการสูญเสียพลังงาน และนำพลังงานความร้อนกลับมาใช้ใหม่ เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในระบบบอยเลอร์และไฟฟ้า พร้อมเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนจากพลังงานแสงอาทิตย์ในกระบวนการผลิต

แกลเลอรี


IMG_6018
IMG_5972
IMG_5981
IMG_5980
IMG_5978
IMG_5979