บทความคิดเห็นพิเศษ: การให้ผู้อพยพรับกรรมจาก COVID-19 คือการประกอบธุรกิจที่โหดร้าย

การแสดงทัศนคติใดๆ ในบทความนี้เป็นของผู้เขียนไม่ใช่ของมูลนิธิทอมสันรอยเตอร์

แรงงานข้ามชาติถูกคุมคามมากขึ้นจากการบังคับใช้แรงงานในช่วงการแพร่ระบาดครั้งนี้ สำหรับภาคธุรกิจทั่วโลก การช่วยเหลือแรงงานเหล่านี้เป็นทั้งเรื่องของจริยธรรมและธุรกิจในเวลาเดียวกัน

ค่าจ้างแรงงานถูก การจ้างงานชั่วคราว และการทํางานที่ไม่มีความยืดหยุ่น

การศึกษาล่าสุดโดยศูนย์วิจัยร่วมของสหภาพยุโรปชี้ให้เห็นอย่างหมดเปลือกถึงสถานการณ์ความไม่แน่นอนที่แรงงานข้ามชาติต้องเผชิญในปัจจุบัน แรงงานเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะทํางานในภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 มากกว่าคนอื่น ทำให้ต้องเผชิญกับความเสี่ยงต่อสุขภาพ แต่กลับไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการต่างๆ ทางสังคมได้

นอกเหนือจากความเหลื่อมล้ำทางโครงสร้างสังคมแล้ว ผู้อพยพที่ทํางานในธุรกิจต่าง ๆ ต้องเผชิญกับผลกระทบที่แตกต่างกันออกไป ตัวอย่างเช่นในอุตสาหกรรมอาหารทะเล เรือประมงต้องติดอยู่นอกชายฝั่ง ในขณะที่ลูกเรือจะมาเปลี่ยนกะต้องติดอยู่ที่ท่าเรือ รอเรือประมงที่ลอยเคว้งอยู่กลางทะเล ซึ่งส่วนใหญ่ลูกเรือเหล่านี้ เป็นแรงงานข้ามชาติที่เดินทางมาที่ท่าเรือตามสัญญาจ้างงานแต่กลับต้องรอเก้อ

แรงงานข้ามชาติจำนวนมากเดินทางไปทำงานยังต่างประเทศเพื่อส่งเงินกลับบ้านไปเลี้ยงครอบครัว ในความเป็นจริงแล้วการส่งเงินเฉลี่ย 60% ของรายได้ทั้งหมดสำหรับหลายครอบครัวของผู้ย้ายถิ่นเหล่านี้ คิดเป็น 554,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2562 ซึ่งเป็นการไหลเวียนทางการเงินข้ามพรมแดนไปยังประเทศกำลังพัฒนาที่มากที่สุด ดังนั้นแรงงานข้ามชาติที่มีมากกว่าความต้องการของตลาดในวิกฤตปัจจุบันนั้น จำต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก หากตกงานก็จะต้องสูญเสียรายได้หลักที่เลี้ยงครอบครัว จึงต้องออกไปหางานใหม่ไม่ว่าจะดีร้ายเพียงใดก็ตาม

เมื่อไม่ได้สวัสดิการและการคุ้มครองใดๆ จากสังคม และยังมีความกดดันที่ต้องส่งเงินกลับบ้าน แรงงานเหล่านี้ถึงถูกกดขี่แรงงานได้โดยง่าย ยิ่งไปกว่านั้น มีการคาดการณ์ว่าการจ่ายเงินค่าจ้างในประเทศที่ยากจนจะลดลงถึง 20% ซึ่งความท้าทายทางเศรษฐกิจในประเทศเหล่านี้จะผลักดันให้ผู้คนข้ามพรมแดนเพื่อหางานทำมากขึ้น ด้วยตลาดงานที่ตกต่ำและการควบคุมชายแดนที่เข้มงวด ผู้อพยพกลุ่มใหม่เหล่านี้มักจะเผชิญกับสถานการณ์ที่สิ้นหวังซึ่งผลักดันให้คนจำนวนมากเข้าสู่การค้ามนุษย์และการเป็นทาส

เมื่อการแพร่ระบาดส่งผลให้เกิดภัยจากการใช้แรงงานบังคับมากขึ้น จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ภาคธุรกิจควรจะให้แรงงานข้ามชาติมีงานที่มั่นคงเท่าเทียมกับแรงงานที่เป็นคนในประเทศ หากทำไม่ได้ นอกจากจะสอบตกในแง่ศีลธรรม แล้วแต่ยังสอบตกในแง่ของการดำเนินธุรกิจอีกด้วย ในขณะที่การตัดสินใจทางการเงินระยะสั้นเป็นสิ่งที่ต้องเผชิญในวิกฤตปัจจุบัน การปล่อยให้ปัญหาแรงงานบังคับหยั่งรากลึกในเศรษฐกิจของเราจะทำให้ที่มีผลกระทบในระยะยาว การพิจารณาจัดหาแรงงานข้ามชาติก็มีความสำคัญอย่างยิ่งในเวลานี้เพื่อให้แน่ใจว่าแนวทางการจัดหางานนั้นถูกต้องตามหลักจริยธรรมและนายจ้างมีส่วนร่วมหรือรับภาระค่าใช้จ่ายในการจัดหางานด้วย

ในขณะที่กฎระเบียบและการตรวจสอบมีประสิทธิภาพน้อยลง ธุรกิจที่ผิดจรรยาบรรณจะใช้ประโยชน์จากการเพิ่มขึ้นของแรงงานข้ามชาติเพื่อลดต้นทุนและแย่งส่วนแบ่งการตลาดจากบริษัทที่ถูกต้องตามกฎหมาย ธุรกิจใต้ดินที่ใช้แรงงานผิดกฎหมายนี้จะทำให้ธุรกิจใหญ่ ๆ มีต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น เพราะบริษัทขนาดใหญ่จะต้องลงทุนกับมาตรการที่เข้มงวดต่าง ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้มีแรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทานของตน รวมถึงมาตรการที่จะดูแลผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากอาชญกรรมที่ไร้การควบคุมเหล่านี้ ในอุตสาหกรรมอาหารทะเล การจับปลาที่ผิดกฎหมายไร้การควบคุมและไม่มีการรายงาน (IUU) มีมูลค่า ถึง 23 พันล้านเหรียญต่อปี ซึ่งเป็นมูลค่าที่ถูกแย่งชิงมาจากชุมชนท้องถิ่นและธุรกิจที่ถูกกฎหมาย ยิ่งไปกว่านั้นผู้บริโภคและนักลงทุนยังเรียกร้องให้บริษัทยักษ์ใหญ่แสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม บริษัทผู้ผลิตอาหารทะเลทั่วโลกแบกรับความคาดหวังมากขึ้น ที่จะช่วยแก้ไขความเสียหายที่เกิดจากการประมงที่ผิดกฎหมายและการประมงที่ทำลายธรรมชาติ อันเกี่ยวข้องกับการประมงแบบ IUU

การปล่อยให้การบังคับใช้แรงงานเพิ่มขึ้นอันเป็นผลมาจากการแพร่ระบาด ไม่เพียงแต่เป็นการทำให้เกิดต้นทุนกับธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น แต่ยังทำให้สภาพเศรษฐกิจของประเทศอ่อนแอลงด้วย จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งสหประชาชาติได้แสดงให้เห็นว่าหากมีการใช้แรงงานบังคับในปริมาณที่สูง จะทำให้เกิดความซบเซาทางเศรษฐกิจที่ระดับต่ำสุดของห่วงโซ่คุณค่า และจำกัดการลงทุนในบุคลากรที่จำเป็นเพื่อกระตุ้นการเติบโต ซึ่งหมายถึงรายได้ที่นำมาใช้จ่ายสินค้าและบริการได้น้อยลง ส่งผลต่อกำไรของธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมาย และทำให้เข้าสู่วงจรเศรษฐกิจตกต่ำ

และเมื่อการบังคับใช้แรงงานกลายเป็นปัญหาของระบบในประเทศ สิ่งที่ประเทศต่าง ๆ ต้องเผชิญต่อไปคือการคว่ำบาตรการส่งออกจากสหรัฐฯหรือสหภาพยุโรปที่มีมาตรการต่าง ๆ ที่ตั้งขึ้นเพื่อต่อสู้กับทาสสมัยใหม่ มาตรการดังกล่าวจะทำให้ธุรกิจไม่มีทางเลือก นอกจากย้ายธุรกิจไปยังประเทศอื่นหรือยอมรับผลกระทบร้ายแรงต่อการดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศของบริษัทฯ

สำหรับธุรกิจต่าง ๆ ทั่วโลก การสนับสนุนแรงงานข้ามชาติผ่านการแพร่ระบาดของโรค เป็นคำถามที่ไม่ใช่เพียงเรื่องจริยธรรม แต่เป็นเรื่องของการจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพ ภาคธุรกิจอาจจะต้องการลดต้นทุนในการจ้างแรงงาน แต่ความคิดที่ไม่ถี่ถ้วนและมองถึงอนาคตเช่นนี้จะทำให้เกิดผลพวงตามมามากมาย ไม่ว่าจะเป็น การเกิดห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศที่มีทาสและการล่วงละเมิด การทำลายทรัพยากรร่วมกันที่มีราคาแพง ภัยคุกคามจากความซบเซาทางเศรษฐกิจและการคว่ำบาตรการส่งออก

ผู้นำทางธุรกิจมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น พนักงานและสังคม ในการต่อต้านแรงงานบังคับโดยให้ความมั่นคงในงานที่เท่าเทียมกันสำหรับคนงานทุกคน ด้วยความโปร่งใสที่เพิ่มขึ้นและการเติบโตของระบบทุนนิยมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาธุรกิจต่าง ๆ ได้เห็นความก้าวหน้าโดยใช้พลังของห่วงโซ่อุปทานเพื่อต่อสู้กับการเป็นทาสสมัยใหม่ เราต้องใช้โอกาสนี้ป้องกันไม่ให้ผู้คนหันเหไปสู่ความไม่เท่าเทียมที่มากไปกว่าเดิม และกระตุ้นการต่อต้านการค้ามนุษย์และการเป็นทาสเพื่อต่อต้านการแพร่ระบาดของโรค

แดเรี่ยน แมคเบน ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกลุ่มฝ่ายกิจการองค์กรและความยั่งยืน บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)